เปลือกไข่ (Crushed Egg shell )

BIO-034

เปลือกไข่ Crushed Egg shell

25 กก.


ราคา

ปกติ 150฿

พิเศษ 150฿

เปลือกไข่บด Crushed Eggshell

เปลือกไข่บด (Crushed Eggshell) คืออะไร

เปลือกไข่บด ภาษาอังกฤษเรียกว่า Eggshell Powder หรือ Crushed Eggshell เป็นวัสดุปรับปรุงดินและแหล่งแคลเซียมจากธรรมชาติ ผลิตจากเปลือกไข่ที่ผ่านกระบวนการทำความสะอาด ฆ่าเชื้อ อบแห้ง และบดให้ได้ขนาดตามต้องการ

เปลือกไข่ประกอบด้วย แคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate, CaCO₃) มากกว่า 90% รวมถึงมีแร่ธาตุรองและจุลธาตุปริมาณเล็กน้อย เช่น แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม จึงนิยมใช้เป็นวัสดุปรับปรุงดิน ผสมดินปลูก และใช้เป็นแหล่งแคลเซียมสำหรับพืช

เนื่องจากเป็นวัสดุอินทรีย์จากธรรมชาติ เปลือกไข่บดจึงได้รับความนิยมในงานเกษตรอินทรีย์ งานปลูกผัก ไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ รวมถึงการผลิตวัสดุปลูกคุณภาพสูง


ชื่อภาษาอังกฤษ

  • Eggshell Powder
  • Crushed Eggshell
  • Ground Eggshell
  • Organic Eggshell Powder

คุณสมบัติของเปลือกไข่บด

  • เป็นแหล่งแคลเซียมจากธรรมชาติ
  • มีแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO₃) สูง
  • ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของผนังเซลล์พืช
  • ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินในระยะยาว
  • ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุและแร่ธาตุให้กับดิน
  • ปลดปล่อยแคลเซียมอย่างค่อยเป็นค่อยไป
  • เหมาะสำหรับใช้ผสมดินปลูกและวัสดุปลูก
  • ใช้ได้ทั้งในระบบเกษตรทั่วไปและเกษตรอินทรีย์

ประโยชน์ของเปลือกไข่บด

1. เพิ่มแคลเซียมให้กับพืช

แคลเซียมเป็นธาตุอาหารรองที่จำเป็นต่อการสร้างผนังเซลล์ ช่วยให้ใบ กิ่ง ลำต้น และผลมีความแข็งแรง ลดการแตกหักของเนื้อเยื่อพืช

2. ช่วยลดปัญหาผลเน่าปลายผล

พืชที่ต้องการแคลเซียมสูง เช่น มะเขือเทศ พริก แตงหวาน เมล่อน และพืชผักกินผล เมื่อได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ จะช่วยลดโอกาสเกิดอาการ Blossom End Rot หรือโรคผลเน่าปลายผลที่เกิดจากการขาดแคลเซียม

3. ปรับปรุงคุณภาพดิน

เปลือกไข่บดช่วยเพิ่มแร่ธาตุให้ดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น และเหมาะสำหรับการปลูกพืชในระยะยาว

4. ช่วยเสริมความแข็งแรงของระบบราก

แคลเซียมมีบทบาทสำคัญต่อการเจริญของปลายราก ทำให้รากแข็งแรง ดูดซึมน้ำและธาตุอาหารได้ดีขึ้น

5. เหมาะสำหรับการผสมวัสดุปลูก

เปลือกไข่บดเป็นส่วนผสมที่นิยมใช้ในดินปลูกคุณภาพสูง ช่วยเพิ่มแคลเซียมให้วัสดุปลูกโดยไม่ทำให้ค่าความเค็ม (EC) สูงมาก

6. เป็นวัสดุธรรมชาติที่ปลอดภัย

ไม่มีสารเคมีตกค้าง และสามารถใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์หรือวัสดุปลูกชนิดอื่นได้อย่างปลอดภัย


เปลือกไข่บดเหมาะสำหรับพืชชนิดใด?

สามารถใช้ได้กับพืชเกือบทุกชนิด เช่น

  • ผักสวนครัว
  • ผักสลัด
  • มะเขือเทศ
  • พริก
  • แตงกวา
  • เมล่อน
  • แตงโม
  • ไม้ดอก
  • กุหลาบ
  • กล้วยไม้
  • ไม้ผล
  • ทุเรียน
  • มะม่วง
  • มะนาว
  • ส้ม
  • ไม้ประดับ
  • พืชกระถาง
  • กล้าไม้

จุดเด่นของเปลือกไข่บด

  • แคลเซียมจากธรรมชาติ
  • แคลเซียมคาร์บอเนตสูง
  • ช่วยเสริมความแข็งแรงของพืช
  • ส่งเสริมการเจริญของระบบราก
  • ช่วยลดปัญหาการขาดแคลเซียม
  • ปลดปล่อยธาตุอาหารอย่างต่อเนื่อง
  • เหมาะสำหรับผสมดินปลูก
  • ใช้ได้กับพืชทุกชนิด
  • เหมาะสำหรับเกษตรอินทรีย์
  • ใช้ร่วมกับวัสดุปลูกและปุ๋ยอินทรีย์ได้หลากหลาย

 

วิธีใช้งาน

วิธีใช้งาน

1. ผสมดินปลูก

ผสมเปลือกไข่บดในอัตราประมาณ 1–5% ของปริมาตรวัสดุปลูก หรือปรับตามสูตรดินปลูกที่ต้องการ

2. รองก้นหลุมปลูก

ใส่เปลือกไข่บดลงในหลุมปลูก คลุกเคล้ากับดินหรือปุ๋ยหมักก่อนปลูก เพื่อเพิ่มแคลเซียมให้กับดินบริเวณราก

3. โรยรอบโคนต้น

หว่านรอบทรงพุ่ม แล้วพรวนดินเบา ๆ และรดน้ำ เพื่อช่วยให้แคลเซียมค่อย ๆ ละลายและถูกดูดใช้

4. ใช้ในแปลงผัก

หว่านให้ทั่วแปลงก่อนปลูกหรือระหว่างการเตรียมดิน เพื่อเพิ่มแคลเซียมและช่วยปรับปรุงคุณภาพดิน

5. ใช้ร่วมกับวัสดุปลูกและปุ๋ยอินทรีย์

สามารถใช้ร่วมกับ

  • ปุ๋ยหมัก
  • มูลวัว
  • มูลไก่
  • มูลไส้เดือน
  • กระดูกป่น
  • เลือดแห้ง
  • พีทมอส
  • ขุยมะพร้าว
  • เพอร์ไลท์
  • เวอร์มิคูไลท์
  • หินภูเขาไฟ

เพื่อสร้างวัสดุปลูกที่มีธาตุอาหารสมดุลและเหมาะกับการเจริญเติบโตของพืช


เปลือกไข่บดต่างจากโดโลไมท์อย่างไร

แม้ว่าทั้งสองชนิดจะเป็นแหล่งแคลเซียม แต่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน

  • เปลือกไข่บด (Eggshell Powder) ให้แคลเซียมเป็นหลัก ปลดปล่อยธาตุอาหารอย่างค่อยเป็นค่อยไป เหมาะสำหรับใช้เป็นส่วนผสมของวัสดุปลูกและเสริมแคลเซียมให้พืช
  • โดโลไมท์ (Dolomite) ให้ทั้งแคลเซียมและแมกนีเซียม พร้อมทั้งมีประสิทธิภาพในการปรับค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของดินได้ดีกว่า

การเลือกใช้งานควรพิจารณาจากสภาพดินและความต้องการของพืช


ข้อควรระวัง

  • ไม่ควรใช้ในปริมาณมากเกินความจำเป็น
  • หากต้องการปรับค่า pH ของดิน ควรวิเคราะห์ดินก่อนใช้งาน
  • ควรคลุกเคล้ากับดินเพื่อให้แคลเซียมกระจายตัวสม่ำเสมอ
  • เก็บในที่แห้ง ป้องกันความชื้น
  • ควรใช้ร่วมกับการจัดการธาตุอาหารที่เหมาะสม เพื่อให้พืชได้รับธาตุอาหารครบถ้วน